วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ประเพณีออกหว่า เทศกาลออกพรรษา อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

11 ตุลาคม 2567 … นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน ว่าที่ร้อยตรีพูนศักดิ์ ดีมั่น
นายกเทศมนตรีตำบลแม่สะเรียง และนายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง เข้าร่วมออกอากาศสด ในรายการ เช้านี้ที่ภาคเหนือ ช่อง NBT เวลา 08.00-09.00 น. เพื่อประชาสัมพันธ์งานประเพณีออกหว่า เทศกาลออกพรรษา อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงใหม่ 
ประเพณีออกหว่าเป็นงานประเพณีออกพรรษาของชาวไทใหญ่ที่สืบทอดมากว่า 600 ปี เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับโลกมนุษย์หลังจากเสด็จโปรดพระมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในวันขึ้น 15 คํ่า เดือน 11 คำว่า “ออกหว่า” หมายถึง การออกจากฤดูฝน แต่ละบ้านจะจัดทำซุ้มราชวัตร หรือปราสาทรับเสด็จพระพุทธเจ้า ชาวไทใหญ่เรียกว่า “กยองเข่งปุด” โดยจะทำซุ้มประตูบ้านให้เป็นรูปปราสาท ประดับประดาด้วยโคมไฟหูกระต่าย ตกแต่งด้วยดอกไม้ ต้นกล้วย ต้นอ้อย ช่อตุง ประทีปโคมไฟ เปรียบเหมือนการต้อนรับพระพุทธเจ้าที่พระองค์เสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยแต่ละบ้านจะจัดทำซุ้มราชวัตรขนาดพอเหมาะหน้าบ้านก่อนงานออกหว่าอย่างน้อย 3-5 วัน และจะมีซุ้มราชวัตรศูนย์กลางที่ชุมชนร่วมกันจัดทำขึ้น ซึ่งจะจัดล่วงหน้าอย่างน้อยสองวัน คือก่อนวันขึ้น 14 คํ่า เดือน 11 ของทุกปี
โดยมีกิจกรรม แบ่งออกเป็น 3 มิติ ดังนี้
#มิติที่ 1 : การตักบาตรตอนตี 4 
พระสงฆ์ ประมาณ 200 รูป ในเช้าวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ตักบาตรอาหารสุก และเช้าวันที่ 17-18 ตุลาคม 2567 ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง การตักบาตรจะเริ่มตอนประมาณ 4.00 น. ไม่เหมือนกับตักบาตรเทโวทั่วไป พระสงฆ์จะรับบิณฑบาตรตามถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลตำบลแม่สะเรียง พี่น้องชาวอำเภอแม่สะเรียง จะประดับราชวัตร ประทีป โคมไฟ ตามถนน โดยมีความเชื่อว่าเป็นการตักบาตรกับพระอุปคุตในคราวเดียวกัน

#มิติที่ 2 : กิจกรรมรื่นเริง ณ ลานวัฒนธรรม จัดขึ้น 2 แห่ง 
✨ กิจกรรมลานวัฒนธรรม ณ ลานวัฒนธรรมวัดอุทยารมณ์ (วัดจองสูง)
พบกับนิทรรศการมีชีวิตต่างๆ ทางด้านวัฒธรรมของชาวอำเภอแม่สะเรียง อาหารท้องถิ่น การแต่งกาย การแสดง โดยลานวัฒนธรรม มีกิจกรรม 2 วัน ในวันที่ 16-17 ตุลาคม 2567 โดยมีกิจกรรมสำคัญดังนี้ 
16 ตุลาคม 2567 : 18.00 น. พิธีเปิดงานประเพณีสืบฮีต สานฮอย ย้อนรอยออกหว่าและวิถีชนเผ่า 
17 ตุลาคม 2567 : 18.00 น. กาดหมั้ว ครัวฮอม 

✨ กิจกรรมงานรื่นเริง ณ เวทีกลาง หน้าสถานีตำรวจภูธรแม่สะเรียง 
พบกับการแสดงรื่นเริง ตลอด 3 คืน ในวันที่ 16-18 ตุลาคม 2567 โดยมีกิจกรรมสำคัญดังนี้ 
16 ตุลาคม 2567 : 19.00 น. การแสดงจากโรงเรียนต่าง ๆ และการประกวดรำนก รำโต
17 ตุลาคม 2567 : 18.00 น. พิธีเปิดงานประเพณีออกหว่า เทศกาลออกพรรษาอำเภอแม่สะเรียง
การแสดงพิธีเปิด สุดตระการตา สมการรอคอย โดย อ.อัครัช สิปปนันท์ และพบกับ “ครูเต้ย” ศิลปินที่มีชื่อเสียง 
18 ตุลาคม 2567 : 20.00 น. การประกวดธิดาออกหว่า 

#มิติที่ 3 : ขบวนแห่เทียนเหง 
ในค่ำคืนวันที่ 18 ตุลาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. สัมผัสขบวนแห่เทียนเหง (เทียนพันเล่ม) กว่า 20 ขบวน มีการสอดแทรกเรื่องราวของงานประเพณีออกหว่า เทศกาลออกพรรษา ให้สามารถสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด 

นอกจากนี้ ในวันที่ 19 ตุลาคม 2567 ได้จัดให้มีงานวิ่ง “กว่า แหล่ โกม ครั้งที่ 3” ณ ลานหน้าที่ว่าทำการอำเภอแม่สะเรียง โดยกิจกรรมเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป มีระยะทาง 5 กิโลเมตร และระยะทาง 10 กิโลเมตร ตามลำดับ 
#DoisterStyle #TATMaehongson #AmazingThailand 
#เทศบาลตำบลแม่สะเรียง #ออกหว่าแม่สะเรียง
#ออกหว่า #ออกหว่า2567 #กว่าแหล่โกมครั้งที่3
ขอขอบคุณ
สถานีโทรทัศน์ NBT เชียงใหม่ 
นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รอง ผวจ.แม่ฮ่องสอน
ท่านนายอำเภอแม่สะเรียง 
เทศบ่ลตำบลแม่สะเรียง
นายก้ทศมนตรีตำบลแม่สะเรียง 
ทุก ๆ ท่าน

สุดคึกคัก! มหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 29 กระแสแรงเกินคาด นักเขียนดังนานาชาติ ตบเท้าร่วมงานคับคั่ง ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

มหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 29 วันที่สอง บรรยายกาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีนักอ่านทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น นอกจากนั้นยังได้รับการตอบรับจากนักเขียนดังต่างชาติแห่ร่วมงานพบปะนักอ่านไทย องค์กรเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ส่ง 3 นักเขียนดังชาวไต้หวันแชร์ประสบการณ์เชิงลึก-เปิดเวทีเวิร์กชอปกับนักเขียนไทย พร้อมเปิดตัวหนังสือใหม่ถอดด้าม 2 เรื่องเอาใจคอสยองขวัญไทย
มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 ซึ่งได้รับการสนับสนุนกิจกรรมจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยการทำงานของอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือ ภายใต้ THACCA ร่วมจัดงานจัดภายใต้ธีม “อ่านกันยันโลกหน้า” ได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มนักอ่านทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาเลือกซื้อหนังสือซึ่งมีมากกว่า 2 ล้านเล่ม จาก 286 สำนักพิมพ์ รวม 855 บูธ นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการและกิจกรรม 100 กิจกรรมให้ร่วมสนุก พร้อมกระทบไหล่นักเขียนดังในดวงใจ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 ตุลาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
น.ส.ดวงพร สุทธิสมบูรณ์ อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 ได้รับเกียรติจากองค์กรเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย นำนักเขียนชื่อดังจากไต้หวันเข้าร่วมงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 ในกิจกรรม “Read Taiwan in Thai ประจำปี 2567” จำนวน 3 คน คือ เซียวเซียงเสิน และเซวียซีซื่อ เจ้าของผลงานหนังสือที่ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์แปลเป็นไทยเรื่อง “ปริศนาตะเกียบอาถรรพ์” และเฉินซื่อหง เจ้าของผลงาน “โกสต์ทาวน์” มาแบ่งปันประสบการณ์การทำงานและเปิดตัวหนังสือดังกล่าว และร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักเขียนไต้หวันและไทย
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวนอกเหนือจากการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไต้หวันและไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ดีต่อผู้อ่านชาวไทยได้สัมผัสกับเรื่องราวหนังสือจากไต้หวันที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและความลึกลับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมร่วมกันของทั้งสองประเทศ เรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ความผูกพัน ความตาย และความหวาดกลัว เหล่านี้เป็นประสบการณ์สากลของมนุษย์ ซึ่งเชื่อว่าผู้อ่านชาวไทยจะต้องประทับใจและเข้าถึงได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้ในช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา PUBAT ได้นำนักเขียนและนักวาดภาพประกอบหนังสือชาวไทยไปพบปะผู้อ่านชาวไต้หวันในลักษณะเดียวกันนี้ในงานไต้หวันบุ๊คแฟร์ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีอย่างมาก และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 มีแผนที่จะดำเนินการในลักษณะเช่นนี้อีกโดยจะนำนักเขียนและนักวาดภาพประกอบจำนวน 3 คนเข้าร่วมงาน
น.ส.ดวงพร กล่าวว่า ผลงานนักเขียนและนักวาดภาพประกอบหนังสือไทยได้รับความนิยมมากจากนักอ่านไต้หวันอย่างมาก ส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้มูลค่าการซื้อขายหนังสือไทย-ไต้หวันและไต้หวัน-ไทยสูงถึง 360 ล้านบาทและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 400 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ ใกล้เคียงกับปี 2566 ที่มีมูลค่า 400 ล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า ทั้งนี้ นักอ่านไต้หวันให้ความนิยมมากในงานหนังสือของนักเขียนไทยประเภทนิยายวาย ทั้งบอยเลิฟและเกิร์ลเลิฟ หนังสือภาพสำหรับเด็ก กลับกันนักอ่านไทยนิยมหนังสือเนื้อหาประเภทภูตผีจากไต้หวัน

 “งานเขียนจากไต้หวันในตลาดไทยเริ่มอิ่มตัวเพราะมีการซื้อลิขสิทธิ์มาแปลมากว่า 10 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ไทยเข้าไปทำตลาดในไต้หวันมากขึ้นทำ โดย PUBAT ได้นำนักเขียนและนักวาดภาพประกอบไปร่วมงาน ไต้หวันบุ๊คแฟร์ปีที่ผ่านมาก็ได้รับความสนใจอย่างมากจนแถวยาวออกนอกงาน” น.ส.ดวงพร กล่าว

นอกจากนี้ภายในงาน สำนักพิมพ์ต่างๆ ยังเตรียมจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษมากมาย อาทิ หนังสือปกใหม่ราคาพิเศษ, ลดราคาตั้งแต่ 20-80%, โปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1, ซื้อ 2 แถม 1, พร้อมลด แลก แจก แถม คอลเลคชั่นพิเศษสำหรับนักสะสม พร้อมกับบริการจัดส่งไปรษณีย์ ในราคาพิเศษ ภายในงานอีกด้วย  
สำหรับงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29” เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 - 21.00 น. 10-20 ตุลาคม 2567 
ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Thai Book Fair


วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ไอร์แลนด์-ไทย เสริมแกร่งความสัมพันธ์ ร่วมมือยกระดับพันธมิตรการค้า เปิดประตูตลาดอาหารและการเกษตร



กรุงเทพ ฯ 8 ตุลาคม 2567, การเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อภารกิจการค้า นำโดย นางพิปปา แฮ็คเก็ตต์ รัฐมนตรีการกระทรวงเกษตรอาหาร และทะเลแห่งไอร์แลนด์ ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างภาคอุตสาหกรรมอาหาร และเกษตรของไอร์แลนด์กับอุตสาหกรรมอาหารของไทย ภารกิจการค้าครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในอนาคตสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น และขยายโอกาสในการส่งออกสำหรับอาหารและเกษตรของไอร์แลนด์ในตลาดไทยการเดินทางเพื่อภารกิจการค้าครั้งนี้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกจากไอร์แลนด์และผู้นำอุตสาหกรรมไทยได้มีเวทีพิเศษเพื่อหารือถึงโอกาสใหม่ ๆ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ในภาคการนำเข้า-ส่งออกอาหาร ผลิตภัณฑ์นม และเนื้อวัว

ไอร์แลนด์ส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารไปยังมากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่า16,300 ล้านยูโร หรือ 5.8 ล้านล้านบาท ในปี 2023 โดย 1,200 ล้านยูโรถูกส่งออกไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย และ 57,600 ล้านยูโรส่งออกมายังประเทศไทย โดย กลยุทธ์ Food Vision 2030 ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภาคเกษตรและอาหารซึ่งกำหนดแผนที่ชัดเจนและมีความมุ่งมั่น สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไอร์แลนด์ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่านี้ให้ถึง 2 หมื่นล้านยูโร หรือ 7 แสนล้านบาทภายในปี 2030


จากการศึกษาการลำดับความสำคัญของตลาด (Prioritizing market) ของ Bord Bia ระบุว่าประเทศไทย เวียดนาม และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับการส่งออกอาหารและเครื่องดื่มของไอร์แลนด์ เนื่องจากมีโอกาสทางการตลาดที่สูง สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์นม โดยตั้งแต่ปี 2019 การส่งออกผลิตภัณฑ์นมไปยังประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 24 ล้านยูโรเป็น 54.9 ล้านยูโรในปี 2023 โดยสัดส่วนการเติบโตสูงสุดมาจากนมผงไขมันเต็ม นมผงพร่องมันเนย และอาหารสำหรับทารก ขณะที่ผลิตภัณฑ์เนยก็เติบโตมากขึ้นจากเริ่มต้นที่ 1 ล้านยูโรในปี 2022 และเพิ่มขึ้นเป็น 3.2 ล้านยูโรในปี 2023
กลุ่มประเทศที่ถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย เวียดนาม มาเลเซียฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ อีกทั้งเอเชียยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการส่งออกอาหารทะเลและเครื่องดื่มของไอร์แลนด์ โดยการส่งออกอาหารทะเลไปยังประเทศไทยมีมูลค่าถึง 306,000 ยูโร หรือ 11 ล้านบาท ในปี 2023 ฐานผู้บริโภคที่ขยายตัวของประเทศไทยและความนิยมที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์อาหารพรีเมียมและเพื่อสุขภาพ ทำให้ตลาดมีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับอาหารและเครื่องดื่มจากไอร์แลนด์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของเมือง ส่งผลให้ผู้บริโภคมองหาทางเลือกที่สะดวกและมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น

แม้ว่าไอร์แลนด์จะให้ความสำคัญกับการส่งออกอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม และสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร โดยเฉพาะการให้บริการด้านอาหารของโรงแรมหรูในประเทศไทย Bord Bia (คณะกรรมการอาหารแห่งสาธารณรัฐไอร์แลนด์) ก็ยังตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มการเข้าถึงสินค้าสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ในการนี้ Bord Bia ได้หารือกับผู้ผลิตและผู้ส่งออกเกี่ยวกับการกำหนดช่วงราคาที่เหมาะสม รวมถึงวิธีการลดต้นทุนการผลิต ในขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณภาพตามมาตรฐานระดับสูง เพื่อนำไปสู่การค้าที่ยั่งยืนในอนาคต

“พวกเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้มาเยือนประเทศไทยเพื่อสำรวจโอกาสทางการค้าสำหรับอาหารและเครื่องดื่มจากไอร์แลนด์ การเยือนประเทศไทยครั้งนี้เน้นย้ำถึงความตั้งใจของเราในยุทธศาสตร์ Food Vision 2023 เป็นแนวทางสำคัญที่เรายึดถือในการผลิตอาหารและสินค้าการเกษตรอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “From Farm to Fork” มุ่งเน้นการทำเกษตรและอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยคำนึงถึงความยั่งยืนตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ในการเลือกซื้อสินค้าที่คำนึงถึงความยั่งยืนอย่างแท้จริง และในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรป เรากำลังเปิดตัวแคมเปญผลิตภัณฑ์นมเป็นระยะเวลา 3 ปีในประเทศไทย จากที่สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของไอร์แลนด์เป็นข้อได้เปรียบที่แตกต่างสำหรับการผลิตสินค้าพรีเมียม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการค้าและผู้บริโภค และภารกิจการค้าครั้งนี้ก็ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างเรากับประเทศไทย” รัฐมนตรี พิปปา แฮ็คเก็ตต์ แห่งไอร์แลนด์ กล่าว

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการเปิดตัวสัมมนาผลิตภัณฑ์นมแห่งสหภาพยุโรป (Bord Bia EU Dairy Seminar) ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์นมจากสหภาพยุโรป โดยเฉพาะจากไอร์แลนด์ การสัมมนาครั้งนี้มีเข้าร่วมถึง 70 รายจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์นม ผู้จัดจำหน่าย และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้ โดยมุ่งเน้นเรื่องนวัตกรรมและการทำฟาร์มโคนมอย่างยั่งยืน กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะเพิ่มการรับรู้และตระหนักถึงผลิตภัณฑ์นมจากไอร์แลนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกระตุ้นปริมาณการส่งออกมายังภูมิภาคนี้ให้มากขึ้น
ปิดท้ายวันด้วยงานเลี้ยงต้อนรับการค้าระหว่างไอร์แลนด์และไทย ซึ่งมี 85 ผู้ส่งออกจากไอร์แลนด์ ผู้จัดจำหน่ายและผู้นำเข้าในไทย รวมถึงผู้ค้าปลีกและผู้ให้บริการด้านอาหารเข้าร่วมด้วย เพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันดีและสำรวจโอกาสทางธุรกิจสำหรับตลาดไทยและไอร์แลนด์ อีกทั้งยังมีการสัมภาษณ์พิเศษสำหรับสื่อมวลชนไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไอร์แลนด์ และเป้าหมายของการเดินทางภารกิจการค้าครั้งนี้

นายจิม โอทูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคณะกรรมการอาหารแห่งสาธารณะไอร์แลนด์ (Bord Bia) ได้กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญสำหรับไอร์แลนด์ และเป็นโอกาสที่ดีอย่างมากสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์นม และอาจรวมถึงเนื้อวัวของเราในอนาคต สภาพภูมิประเทศอันอุดมสมบูรณ์ของเราส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์นมและเนื้อวัวที่เน้นเลี้ยงด้วยหญ้า เอื้อให้เกิดผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เราเข้าใจถึงความใส่ใจของผู้บริโภคไทยในเรื่องที่มาของอาหาร และเชื่อว่าการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมของเราจะช่วยแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของอาหารและเครื่องดื่มจากไอร์แลนด์มากขึ้น แม้ว่าประเทศเราจะมีประชากรไม่มาก แต่เราก็เป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ และให้ความสำคัญกับคุณภาพและความยั่งยืนผ่านโครงการ Origin Green ของเรา เรามั่นใจถึงศักยภาพในความร่วมมือของเรากับประเทศไทยอย่างยิ่ง”

ท่ามกลางกระแสของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงภาคเกษตรกรรมของไอร์แลนด์ รัฐมนตรี พิปปา แฮ็คเก็ตต์ แห่งไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเกษตรกรเองเช่นกัน ได้แบ่งปันแนวทางในการรับมือกับปัญหานี้ว่า รัฐบาลไอร์แลนด์ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหญ้าหลากหลายชนิดในพื้นที่การเกษตร โดยความยาวของรากที่แตกต่างกันช่วยให้สามารถกักเก็บความชื้นในดินและซึมซับได้ในทุกสภาพอากาศ นอกจากนี้ พวกเขายังส่งเสริมการปลูกต้นไม้ใกล้ทางน้ำเพื่อช่วยเสริมโครงสร้างดินที่แข็งแรงและลดโอกาสที่น้ำเสียจะไหลลงสู่แหล่งน้ำสะอาด


นอกจากนี้ นายจิม โอทูล ยังกล่าวเสริมว่า Bord Bia ได้ร่วมมือกับเกษตรกรชาวไอริชกว่า 100,000 ราย และองค์กรต่าง ๆ เพื่อทำการวัดค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากพื้นที่การเกษตร พร้อมทั้งค้นหาวิธีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่กระทบต่อคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มนิยมบริโภคอาหารจากพืชมากขึ้น Bord Bia ตระหนักถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ทางเลือกหลากหลายในภาคผลิตภัณฑ์นม โดยเข้าใจว่าผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล Bord Bia จึงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลาย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้ตามความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น และในขณะที่รสนิยมและความชื่นชอบของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลง Bord Bia ยังคงมุ่งเน้นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์นมรสชาติดี คุณภาพสูงที่สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้
ภารกิจการค้านี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของไอร์แลนด์ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยผ่านการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมด้านอาหารและเกษตรกรรม ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมองหาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืน ผู้ส่งออกจากไอร์แลนด์จึงอยู่ในฐานะของผู้จะตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคเนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม และภาคอาหารและเกษตรอื่นๆ ที่ดีสำหรับประเทศไทย


เกี่ยวกับ BORD BIA

Bord Bia เป็นหน่วยงานของรัฐบาลไอร์แลนด์ที่ดูแลการส่งเสริม พัฒนาการค้า และการตลาดของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเกษตรกรรม โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงดับลิน Bord Bia มุ่งสนับสนุนธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ผ่านโครงสร้างองค์กรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเครือข่ายสำนักงานทั้งในภูมิภาคเอเชีย, ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา (EMEA) และสหรัฐอเมริกา สำหรับสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในสิงคโปร์มี Lisa Phelan เป็นผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ปี 2023 เพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกชาวไอริชที่มุ่งเน้นตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.bordbia.ie/

 





วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2567

งานประเพณีปอยเหลิน 11 ประจำปี 2567 จ.แม่ฮ่องสอน

🔴งานประเพณีปอยเหลิน 11 ประจำปี 2567 เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่าง 14-25 ตุลาคม 2567

14 ตุลาคม พิธีเปิดงาน ตลาดย้อนยุค การแสดง
15 ตุลาคม แห่จองพารา ตลาดย้อนยุค การแสดง
16 ตุลาคม วันออกหว่า ตลาดย้อนยุค การแสดง
17 ตุลาคม ตักบาตรเทโวโรหนะ พระสงฆ์ 72 รูป อาหารแห้ง
ณ วัดพระธาตุดอยกองมู
25 ตุลาคม วันปิดเทศกาลออกพรรษา วันอ่องจ๊อด


     ชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความเชื่อว่า ในระหว่างเข้าพรรษาของแต่ละปี องค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ได้เสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และจะเสด็จกลับมาโปรดโลกมนุษย์ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ในวันนี้ ทั้งมนุษย์ เทวดา สัตว์ป่าทั้งหลาย ต่างมีความยินดี ปรีดา เป็นอย่างยิ่ง เป็นวันที่ สวรรค์ มนุษย์ นรก ได้มองเห็นกัน เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเปิดโลก มนุษย์ได้เตรียมการต้อนรับการเสด็จกลับโลกมนุษย์ ขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าอย่างยิ่งใหญ่ และจากความเชื่อนี้เอง ชาวแม่ฮ่องสอน ถือว่า ประเพณีปอยเหลิน 11 หรือประเพณีเทศกาลออกพรรษา เป็นงานบุญกุศลที่สำคัญยิ่ง ที่ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา หลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน.

#ปอยเหลินสิบเอ็ด
#ออกพรรษา
#เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน
#จังหวัดแม่ฮ่องสอน
#ตะลอนไปทั่ว

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2567

นายก ถก 6 บริษัทธุรกิจชั้นนำโลก ดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดึง นทท.ช่วงไฮซีซั่น

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.25 67 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมประชุมหารือ กับนายแอนโธนี ตัน (Mr.Anthony Tan) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Grab พร้อมกับ 6 เอกชนสำคัญได้แก่ Grab, Agoda, Expedia, IHG, Marriott, Trip .com Group และ การบินไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยในการหารือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดตั้งภาคีเครือข่ายภาคเอกชนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยกระดับประเทศไทยให้เป็นกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก มุ่งสร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวรู้สึกประทับใจทั้งระบบ ตั้งแต่การจองตั๋ว การเดินทาง ภาคบริการ อุตสาหกรรมอาหาร แหล่งท่องเที่ยว จนถึงการเข้าพัก เพื่อร่วมส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย 


ทั้งนี้ ในการหารือ เอกชน ได้มุ่งเน้นการ บูรณาการสนับสนุน การ connect ประเทศไทยกับลูกค้าทั่วโลก Discover โอกาสทางการท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ เมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว และ 5 must do in Thailand และสุดท้ายการ Support ให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่ไม่หลับไหล ด้วยงาน Event ใหญ่ๆ ตลอดปี 
โดยนายกฯ ได้ขอความร่วมมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เชียงใหม่ และเชียงราย โดยทุกแพลตฟอร์มได้แสดงความยินดีที่จะร่วมมือในการฟื้นฟูการท่องเที่ยว และทำกิจกรรมร่วมกับรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักเช่นเดิม

ปฏิทิน​ท่องเที่ยว​กทม.เดือนตุลาคม​นี้​

ตุลาคมนี้ เที่ยวมุมใหม่ กับ เทศกาล+งานคิ้วท์ๆ กลางกรุงและรอบกรุง 
🙏สุขใจ อย่างพุทธ 
👳🏻‍♂️สีสันสุดๆอย่างฮินดู ขนลุกซู่ แบบผีๆ 
ที่ นนทบุรี ปทุมธานี และ กรุงเทพฯ !!!!

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ร้านแว่นตา Proviewoptics เปิดให้บริการแล้ววันนี้

บริการตรวจวัดสายตา-ประกอบแว่น โดยช่างวัดสายตาที่มีประสบการณ์ 
โปรโมชั่นกรอบพร้อมเลนส์กรองแสงสีฟ้า เริ่มต้นเพียง 1790 บาท
เพิ่ม Line @proviewoptics ของทางร้านวันนี้รับฟรีคูปองส่วนลดมูลค่า 300 บาท ทันที
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 086-522-2895 หรือทาง Line @proviewoptics หรือ แสกน QR โค้ดได้ที่โพสนี้

พิกัดร้าน : 57 ซอยสุภาพงษ์3 ศรีนครินทร์40 หนองบอน ประเวศ กรุงเทพ
สามารถดูข้อมูลแผนที่โดยระเอียดได้ที่ link ด้านล่าง
https://maps.app.goo.gl/qMLWYfnANmEeBoJR9